Thursday, October 8, 2020


 6 เคล็ดลับ ไม่ต้องไปอมพระวัดไหน  เล่าอะไร ใครก็เชื่อ

ในการเล่าเรื่อง หรือการนำเสนอ แน่นอนว่าหากพูดไปแล้วคนดูคนฟังไม่เชื่อ หรือข้อมูลที่เตรียมมาไม่น่าเชื่อถือ มันก็คือจบกันครับ แต่....บางครั้ง ถึงแม้ว่าข้อมูลจะจริงมากๆ มีหลักฐานยืนยัน Support ต่างๆ มาเต็ม ความเป็นวิชาการเกินร้อย คนดูคนฟังก็อาจจะยังไม่เชื่อถืออยูดี ในขณะเดียวกัน บางครั้งข้อมูลกลางๆ เล่ากันง่ายๆ คนดูก็เชื่อได้เป็นวรรคเป็นเวร มันเกิดจากอะไรกันนะ 

ในการนำเสนอ ไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือครับ เพราะมันไม่ได้ขึ้นกับ "ข้อมูล" อย่างเดียว แต่มันขึ้นกับ "ตัวคนนำเสนอ" ด้วยเช่นกัน รวมไปถึง "ความสัมพันธ์ระหว่างคนพูดและคนฟัง" ก็เป็นปัจจัยเสริมแรงให้การนำเสนอต่างๆนั้น น่าเชื่อถือมากน้อยได้แค่ไหน 

หนังสือ How to Win Friends and Influence People ได้พูดไว้ถึง 6 วิธี ที่จะทำให้คน "เชื่อถือ" เราได้มากขึ้นด้วยครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ย้ำอีกทีว่าไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเลยนะครับ เกี่ยวกับตัวคนเล่าคนพูด และความสัมพันธ์ระหว่างคนพูดกับคนฟังล้วนๆ มีอะไรบ้าง ลองดูกันครับ

1. คนฟังจะเชื่อ ถ้าเค้ารู้สึกว่าเค้าสำคัญ 

เพราะศูนย์กลางของการนำเสนอ หรือการเล่าเรื่อง ไม่ใช่คนพูดครับ หากแต่เป็นคนฟัง ดังนั้น ผู้พูดเองควรต้องเอาใจใส่ผู้ฟัง และทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเค้าเป็นคนสำคัญ เช่น การทักทายผู้ฟังในรายละเอียดที่แสดงถึงความใส่ใจ (เสื้อผ้า หน้า ผม เครื่องประดับ) การไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ (รถติดมั้ย ฝนตกมั้ย) ก็จะทำให้คนฟังรู้สึกได้ว่า คนพูดนั้น "ใส่ใจ" ครับ 

2. คนฟังจะเชื่อ ถ้าเค้ารู้ว่าฟังแล้วจะได้อะไร 

สุดท้ายแล้ว คนที่มาฟังเรา ก็ไม่ได้มานั่งฟังเฉยๆครับ (แม้บางคนจะโดนบังคับมาก็ตาม) การฉายภาพให้เห็นก่อนว่า หลังจากที่ฟังจบแล้ว หรือเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว สิ่งที่จะเปลี่ยนไป กับคนฟังคืออะไรบ้าง จะได้ความรู้อะไรบ้าง เอาไปทำอะไรได้บ้าง ก็จะทำให้คนฟังอยากจะฟัง และตั้งใจฟังได้มากขึ้นครับ

3. คนฟังจะเชื่อ ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นจริงๆ 

ในสมัยกรีก การศึกษาเรื่องวาทวิทยาได้ระบุไว้ถึง 3 ปัจจัยที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของเรื่องราว หรือเนื้อหาต่างๆ 1 ในนั้นคือ "คนพูดเป็นใคร" (Ethos) ครับ ดังนั้นสำคัญมากก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้น การแนะนำตัวของผู้พูดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความ "มั่นใจ" กับผู้ฟังได้ว่า วันนี้ ผู้ฟังได้มาฟังกับตัวจริง จริงๆ ครับ  แต่....ดาบสองคมของการแนะนำตัวก็คือ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงผลงานทั้งหมดที่มีนะครับ มันจะเป็นการ "ยกตนข่มท่าน" เปล่าๆ เอาเป็นว่า พูดคร่าวๆก็พอ เกี่ยวกับประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในวันนี้ที่ผู้พูดรับผิดชอบอยู่ครับ 

4. คนฟังจะเชื่อ ถ้าเค้าไม่ถูกบังคับ 

การกำหนดให้มีกิจกรรมใดๆ หรือการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ฟังอยากจะมีส่วนร่วม ไม่ควรเป็นการบังคับครับ ควรมีส่วนให้ผู้ฟังได้มีอิสระในการเลือกด้วย เช่น การมี Option ของโจทย์ หรือการร่วม Vote กิจกรรมที่คนฟังสนใจครับ ก็จะทำให้กิจกรรมต่างๆนั้นดูไม่เป็นการบังคับจนเกินไป 

5. คนฟังจะเชื่อ ถ้าคุณมีลักษณะเหมือนเค้า 

ข้อนี้สำคัญมากๆๆๆๆครับ จำได้ว่าเคยเขียนไว้ทีนึง เรื่องของการ "ตกหลุมรัก ในการนำเสนอ" เพราะมนุษย์มักจะชอบคนที่มีลักษณะคล้ายเราครับ ดังนั้น Trick ตรงนี้คือ ทำยังไงก็ได้ ให้คนฟังรู้สึกว่าคุณคือพวกเดียวกันกับเค้าครับ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในทุกอย่างนะครับ แต่ขอให้มีประสบการณ์บางอย่างร่วมกัน ก็ใช้ได้แล้วครับ เท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการ "ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้" แล้วล่ะครับ 

6. คนฟังจะเชื่อ ถ้าเค้ารักคุณ 

ข้อนี้ เป็นผลพวกสุดท้ายมาจากทั้ง 5 ข้อข้างบนครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณ "สร้างหลุมรัก" ให้คนฟังตกลงมาได้แล้ว ไม่ว่าคุณจะเล่าอะไรต่อไป ก็ได้ทั้งหมดแล้วล่ะครับ 

เพราะการนำเสนอ ไม่ใช่เรื่องของเนื้อหาเพียงอย่างเดียวครับ คนฟังคือศูนย์กลางของจักรวาลนี้ ดังนั้น คนพูด หรือคนนำเสนอเอง ควรจะต้องทำยังไงก็ได้ ให้คนฟังรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญที่สุด เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณทำทั้ง 6 ข้อนี้ได้ก่อนการนำเสนอ หรือการเล่าเรื่องจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อนั้น คุณก็คุมจักรวาลการนำเสนอนี้ได้แล้วล่ะครับ 

----------------------------------------------------

อ.ดร.ธีร์ธวัช เจนวัชรรักษ์ 

www.presentation-academy-thailand.com

www.facebook.com/powerpoint100lemgwean

presentationacademythailand@gmail.com 


 พรีเซนท์แทบตาย สุดท้ายเค้าไม่จำ ต้องทำยังไง??

เมื่อเราทำพรีเซนท์ไว้ดีมากๆ เรียงร้อยข้อมูลมาเป็นอย่างดี แต่พอเอาไปนำเสนออีกที คนดูกลับจดจำอะไรไม่ได้เลย เป็นเพราะอะไรกัน??

บางทีมันก็ดูเหมือนจะเสียแรงเปล่าครับ ที่เราอุตส่าห์นั่งทำข้อมูลมาเป็นอย่างดี คิดว่ามันต้องว้าวแน่ๆ ดึงดูดความสนใจแน่ๆ สไลด์มาอย่างคิดแล้วคิดอีก แต่...หนึ่งตัวชี้วัดที่ดูจะมีประโยชน์มากที่สุดตัวนึงก็คือ "แล้วหลังจากเราพรีเซนท์จบแล้ว คนฟังจำสิ่งที่เรานำเสนอไปได้มั้ย" หรือ "เค้าจำได้นานแค่ไหน" อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า การนำเสนอนั้นๆมีความ Effective รึเปล่าวด้วยนะครับ 

สมองคนเรามีความขี้เกียจอยู่ในตัวเอง

ใช่ครับ..... หากว่าคุณเป็นคนนึงที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ อ่านหนังสือแล้วง่วง อยากจะหาทางลัด ทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ ฯลฯ นั่นก็คือ คุณมาถูกทางแล้วครับ สมองคนเรามีความขี้เกียจอยู่ในตัวเอง ดังนั้น มันจะส่งผลต่อการ "รับฟัง" การนำเสนอ หรือการพูดด้วยเช่นกัน รวมถึงสมองคนเราก็มีขีดจำกัดอยู่ด้วยในเรื่องของความจำครับ อย่างที่ประโยคในหนัง (เคย) ดัง ประโยคนึงพูดไว้ว่า "....ไม่ลืมไม่มีหรอก มีแต่ลืมช้าหรือลืมเร็ว แค่นั้น.." 

ในเรื่องความจำ นักจิตวิทยาก็เลยมีการนำเสนอทฤษฎี Cognitive Load Theory (CLT) เพื่อมาทำการอธิบายว่า อะไรกันที่จะทำให้สมองจดจำได้นานขึ้นครับ ซึ่งทฤษฎีนี้ระบุไว้ถึงความสามารถของสมองในสามทิศทาง คือ Intrinsic Load, Extraneous Load, และ Germane Load ครับ (อย่าเพิ่งตกใจ เดี๋ยวอธิบายให้ฟัง) 

Intrinsic Load - อะไรยากไป ไม่จำ 

ก็อย่างที่บอกไว้ครับ ว่าสมองเรามีความขี้เกียจอยู่ในตัวเอง ดังนั้นอะไรก็ตามที่ "ง่ายกว่า" จะเป็นที่จดจำได้ "มากกว่า" ดังนั้น ในงานนำเสนอ ผู้นำเสนอควรทำการ "ย่อย" ข้อมูลที่มีความซับซ้อนให้ง่ายลง ทำให้เป็นขนาด Bite Size ก็จะช่วยให้เกิดการจดจำที่มากขึ้นครับ ในส่วนนี้ ถ้าเป็นสไลด์ ในหนึ่งหน้าก็ควรจะมีแค่เนื้อหาหลักเรื่องเดียว ไม่ซับซ้อน ไม่เป็นพรืด ก็จะช่วยให้เกิดการจดจำได้มากขึ้นครับ 

Extraneous Load - นำเสนอไม่ดี ไม่จำ 

นอกจากการย่อยข้อมูลแล้ว การนำเสนอที่เหมาะสมและควรค่าแก่การจดจำ ก็ต้องเกิดจากการ "ร้อยเรียง" อย่างเป็นลำดับและติดตามได้ด้วยครับ ด้วยเหตุนี้ การใช้ "เรื่องเล่า" หรือว่า Storytelling เข้ามาช่วยในการนำเสนอ จึงเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญต่อการจดจำครับ มีงานวิจัยพบว่า การนำเสนอโดยเรื่องเล่า จะทำให้คนจำได้มากกว่าการนำเสนอข้อมูลเพียวๆ ถึง 65% ด้วยกัน ดังนั้น สิ่งที่ควรนำคือ ย่อยข้อมูลแล้ว ก็ต้องร้อยเรียงให้รู้เรื่องด้วยครับ 

Germane Load - เชื่อมโยงไม่ได้ ไม่จำ 

อีกอันนึงคือ การ Connect the Dots ของผู้ฟังครับ หากข้อมูล เนื้อหาหรือการเล่าเรื่องราวต่างๆในงานนำเสนอนั้น ไม่สามารถถูกเชื่อมโยง เข้ากับประสบการณ์ของผู้ฟังได้ สมองก็จะไม่จำเท่าไหร่ครับ อันนี้เป็นอีกความลับนึงในการนำเสนอครับ หมายความว่า การนำเสนอให้ประสบความสำเร็จนั้น ผู้นำเสนอก็ต้องรู้จักผู้ฟังดีประมาณนึง ที่จะสามารถร้อยเนื้อหานี้ให้เกิดการเชื่อมโยงเข้ากับผู้ฟังได้ด้วยครับผม 

สามส่วนนี้ เป็นความลับของสมองมนุษย์ที่จะทำให้การนำเสนอครั้งต่อไปของทุกคนนั้น สามารถประทับรอยไว้ในสมองของผู้ฟังได้ครับ เมื่อการนำเสนอจบลงไปแล้ว เนื้อหาหรือข้อมูลต่างๆที่เราพยายามทำมาข้ามวีค ข้ามเดือน ก็จะเข้าไปอยู่ในความจำของผู้ฟังได้ครับ อย่างน้อย เค้าก็ได้อะไรกลับบ้านไป หลังจากที่การนำเสนอจบลง ลองเอาไปใช้ดูนะครับ 

--------------------------------------------------------
อ.ดร.ธีร์ธวัช เจนวัชรรักษ์ 
www.presentation-academy-thailand.com
www.facebook.com/powerpoint100lemgwean
presentationacademythailand@gmail.com 

Monday, July 27, 2020

ไม่สวย ไม่หล่อ ไม่เท่ แต่ "เสน่ห์" สร้างกันได้


ไม่สวย ไม่หล่อ ไม่เท่ แต่"เสน่ห์"สร้างกันได้

ไม่สวย ไม่หล่อ ไม่เท่ แต่ "เสน่ห์" สร้างกันได้


เชื่อว่า....หลายๆคนน่าจะเคยมีภาพจำว่า การที่คนจะชอบเวลาเรานำเสนอ หรือพูดจาอะไรก็ตาม เรื่อง "หน้าตา" สวยหล่อเท่เป็นสิ่งสำคัญครับ แต่วันนี้ อยากจะบอกว่า มันก็ไม่ขนาดนั้นเสมอไป เราจะเห็นได้บ่อยๆ บางคน สวย หล่อ เท่ แต่ทว่า ไม่เป็นที่น่า "จดจำ" หรือ "ประทับใจ" แล้วเราจะทำยังไงดีมันเป็นแบบนั้น 


สิ่งนี้เรียกว่า "ความมีเสน่ห์" ครับ ความมีเสน่ห์จะทำให้เราเป็นที่น่าประทับใจ น่าจดจำ กว่าความสวย หล่อ หรือเท่ ที่เราเข้าใจกัน อันดับแรกต้องบอกว่า เราก็สามารถสร้าง "เสน่ห์" เหล่านี้ได้เหมือนกันครับ เรียกว่าไม่ต้องพึ่งพาหมอศัลยกรรม ก็สามารถทำเองได้ไม่ยาก ด้วยการฝึกฝน และลองทำบ่อยๆ วันนี้เลยขอหยิบการสร้างเสน่ห์พื้นฐาน 3 ประการ มาให้ทดลองทำกันดูครับ แล้วต่อไป คุณเองจะเป็นที่น่าประทับใจ ทุกครั้งที่คุณพูดเลยล่ะครับ 

1. คนเราชอบคนที่เหมือนตัวเอง 
อันนี้ เป็นหลักการเชิงจิตวิทยาอย่างนึงครับ การสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟัง หรือผู้พบเห็น ประการแรกคือ ต้องเข้าใจก่อนว่า คนเรามักจะชอบคนที่เหมือนตัวเอง ทั้งทัศนคติ การวางตัว ระดับภาษาที่ใช้ ไปถึงท่าทางต่างๆ ดังนั้น การนำเสนอ การพูดจาในที่สาธารณะ (หรือแม้จะไม่สาธารณะ) ผู้พูดควร "สังเกต" ผู้ฟังก่อนครับ ว่าเค้ามีการวางตัว ท่าทาง หรือภาษาที่ใช้ยังไง แล้วลอง "ตาม" สิ่งเหล่านั้น ทั้งการวางท่าทาง ระดับภาษา พูดง่ายๆคือ ลองทำให้ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง อยู่ในระดับใกล้เคียงกันครับ คนฟังจะรู้สึกว่าคุณเป็น "พวกเดียวกัน" กับเขา ความประทับใจเริ่มขึ้นตรงนี้ครับ 

2. แสดงออกถึงความจริงใจทุกครั้ง 
ท่าทาง รอยยิ่ม ต่างๆ สามารถบ่งบอกถึงความจริงใจได้ด้วยนะครับ และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ Action Speaks Louder Than Words อย่างที่ทุกคนรู้ครับ การแสดงออกทางร่างกาย จะเป็นตัวชี้วัดประการหนึ่งว่า คุณจริงใจหรือเปล่า รอยยิ้มที่แสดงออกทางดวงตา มากกว่าริมฝีปาก การผายมือออก การแสดงออกว่าคุณไม่ได้ซ่อนอะไรไว้เบื้องหลัง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ฟัง ไว้เนื้อเชื่อใจ และไว้วางใจผู้พูดได้ ก่อให้เกิดความ "จดจำได้" ตามมาครับ 

3. การกล่าวชมรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
เชื่อมั้ยครับ ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยการกล่าวชมใครซักคนในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น การกล่าวชมสีเสื้อ ต้มหู หรือแม้แต่เนคไท ของอีกฝั่ง คุณจะกลายเป็นคนที่มีเสน่ห์ทันที เพราะคุณ "ใส่ใจ" คู่สนทนาครับ คุณเองก็สามารถเริ่มต้นการสนทนาด้วยสิ่งนี้ได้ และคุณก็จะเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้ฟัง ตั้งแต่การนำเสนอยังไม่ได้เริ่มต้นด้วยซ้ำครับผม ดังนั้น จากตรงนี้ไป เสน่ห์ของคุณก็จะสร้างได้ไม่ยากเลยครับ 

ย้ำอีกครั้งว่า เสน่ห์ ไม่ได้ขึ้นกับความสวยหล่อครับ หลายๆครั้งที่เราพบว่า คนนั้นสวยจัง คนนี้หล่อจัง แต่ไม่น่าจดจำ ไม่น่าประทับใจ เพราะว่า เสน่ห์ คืออีกเรื่องนึงครับ ใครๆก็มีเสน่ห์ได้ ไม่ต้องไปจองคิวศัลยกรรมให้เสียสตางค์ครับผม ลองเอาไปใช้ดูนะครับ แล้วการสนทนาครั้งใหม่ คุณจะ "เข้าไปอยู่ในใจ" คนฟัง ตั้งแต่การนำเสนอยังไม่เริ่มครับ 

----------------------------------------------------------------------------
อาจารย์ ดร. ธีร์ธวัช เจนวัชรรักษ์
presentationacademythailand@gmail.com 
Youtube: powerpoint100lemgwean
Soundcloud: powerpoint100lemgwean 


Sunday, July 5, 2020

Filter on IG and Depression




คุณนำเสนอ "ความซึมเศร้า" ที่มี  

ผ่าน Filter ใน IG อยู่รึเปล่า


IG หรือ Instagram เป็น Social Media อีก Platform นึงที่ใครหลายๆคนใช้กันครับ จากสถิติในปี 2020 พบว่า IG มีความนิยมของผู้ใช้ Social Media อยู่ในอันดับที่ 6 ด้วยยอดผู้ใช้งานถึง 1,000 Billion บัญชีครับ (ตามมาด้วย TikTok ที่ 800 Billion บัญชี) ก็นับว่าไม่น้อยครับ ซึ่งความมีเสน่ห์ของ IG ก็คือการที่เราสามารถลงรูปได้ด้วย Filter หลากหลาย ที่ทางแอพพลิเคชั่นมีไว้ให้ หรือจะแต่งเพิ่มนิดๆหน่อยๆ ด้วยการดึงสี ดึงความสด ความซีด ก็แล้วแต่ความ "คุมโทน" ของแต่ละคน แต่ว่า.....ภายใต้ Filter เหล่านั้น เชื่อมั้ยครับว่าเรากำลังนำเสนอตัวตนอะไรบางอย่างของเราอยู่ลึกๆ


Andrew Reece จากมหาวิทยาลัย Harvard University สนใจเรื่องนี้ครับ และเค้าตั้งสมมติฐานไว้ลึกๆว่า การใช้ Filter ปรับสี ปรับแสง ปรับรูปใน IG มีความสัมพันธ์บางอย่างกับความ "ซึมเศร้า" ที่ซุกซ่อน อยู่ข้างในใจเรา Reece เริ่มต้นศึกษาด้วยวิธีการเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 500 คนครับ และให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 500 คนที่มี IG Account ของตัวเอง ได้ทำการตอบแบบสอบถามทางจิตวิทยา จากผลดังกล่าว พบว่า 170 คนจากทั้งหมด ระบุว่าตัวเองมีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และ 70 คนจาก 170 นั้นกำลังได้รับการรักษาอยู่ 


อ่ะ...พอได้อย่างงี้แล้วก็ ทดไว้ในใจก่อน จากนั้น Reece ก็ลองเลือกรูปภาพมาจาก IG มาใช้วิเคราะห์ครับ ซึ่งก่อนหน้านี้เค้าก็มีการจัดอันดับ ด้วยคำถามวัดความชอบ ความพึงพอใจต่อรูปภาพ ด้วยการใช้แบบสอบถาม แบบ 5 4 3 2 1 ครับ จากรูปภาพมากกว่า 40,000 ภาพ Reece จัดอันดับ 100 อันดับแรกที่ได้คะแนนสูงสุดจากกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ระบุว่ามีความซึมเศร้า และอีก 100 อันดับแรกจากกลุ่มที่ระบุว่าซึมเศร้า จากนั้นก็นำรูปทั้ง 200 รูปดังกล่าวมาทำการวิเคราะห์ สี ความสดของสี รวมถึง Filter ที่ใช้ครับ 


พบว่า.... ผู้ที่โพสต์รูปภาพที่ออกโทน ซีดๆ เทาๆ น้ำเงินๆ มีความเกี่ยวพันกับความเป็นซึมเศร้าที่อยู่ในจิตใจได้ครับ ในขณะเดียวกัน คนที่ใช้รูปสีสดๆ ก็จะมีความเกี่ยวพันกับความเป็นปกติมากกว่า ซึ่ง Reece พบลักษณะ Filter ที่มีผลเกี่ยวพันกับการนำเสนอความซึมเศร้าในใจ คือ Inkwell ครับ 

Figure1:
รูปภาพสีปกติ เมือเทียบกับ Filter Inkwell

ซึ่ง Inkwell เป็น Filter ที่ทำให้สีของภาพนั้น กลายเป็นขาว เทา ดำ อย่างชัดเจนครับ ในขณะเดียวกัน Filter สำหรับคนที่ไม่ได้ระบุว่ามีความซึมเศร้า คือ Valencia ครับ 

รูปภาพสีปกติ เมื่อเทียบกับ Filter Valencia 

และ.... มากไปกว่านี้คือ Reece พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะซึมเศร้า มีแนวโน้มจะโพสต์รูปใบหน้าของผู้คน (อื่นๆ) น้อยกว่าผู้ที่ไม่มีภาวะความซึมเศร้าด้วยครับ (อ้าว ....ชิบ-ายละทีนี้ ใน IG มีแต่รูปตัวเอง) 

เอาเป็นว่า ก็เป็นการเก็บข้อมูลเล็กๆน้อยๆครับ เอาไว้สังเกตตัวเองกันได้ ลองเปิด IG แล้วเช็คดูอีกทีซักหน่อยครับ เพราะไม่แน่ว่า การนำเสนอตัวตนของเราบนโลกออนไลน์ อาจจะกำลังสะท้อนอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อนก็เป็นได้ครับผม 


ที่มาข้อมูล
------------------------------------------------------
อ.ดร.ธีร์ธวัช  เจนวัชรรักษ์
PRACT: Presentation Academy Thailand
presentationacademythailand@gmail.com 
Youtube: powerpoint100lemgwean
Soundcloud: powerpoint100lemgwean 

Friday, June 19, 2020

เล่าเรื่องยังไงให้คน "หลงรัก" ด้วย Product ที่เป็น "สถานที่"



เล่าเรื่องยังไง ให้คน "หลงรัก" ด้วย Product ที่เป็น "สถานที่"


เคยไปดูโครงการบ้านจัดสรร หรือ คอนโดมิเนียม แล้วพนักงานขายให้เราเข้าไปเดินในบ้านตัวอย่าง หรือ ห้องตัวอย่างที่แต่งเสร็จแล้วมั้ยครับ?? เพราะการขาย Product ที่เป็น "สถานที่" มันคือการ "ขายฉาก" ในการเล่าเรื่องครับ 

งั้น....ผมขอเริ่มเล่าพื้นฐานให้ฟังก่อนแล้วกันครับ จะได้ไม่สงสัย ว่าทำไมถึงเรียกว่าการ "ขายฉาก" ในการเล่าเรื่อง หรือ Storytelling ที่เราคุ้นเคยกัน เรื่องราวจะน่าจดจำ น่าประทับใจ หรือน่า "หลงรัก" มักจะประกอบไปด้วย 5Ps ที่จะทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการเล่าเรื่องใดๆครับ 

P แรกคือ People - ตัวละคร 
เรื่องราวจะดำเนินไปได้อย่างไร หากไม่มีตัวละคร ตัวละครจะถูกกำหนดให้มี Characters บุคลิก ลักษณะ นิสัย ทัศนคติ ความเข้าใจโลก ความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่แตกต่างกันหรือคล้่าย หรือเหมือนกันกับตัวละครอื่นๆก็ได้ครับ 

P ที่สอง คือ Place - สถานที่ 
P นี้คือ "ฉาก" นั่นแหละครับ แต่ลึกๆแล้ว มันไม่ใช่แค่สถานที่ครับ แต่มันหมายถึงช่วงเวลาของสถานที่นั้นๆ บริบททางสังคมในสถานที่นั้นๆ วัฒนธรรม บรรยากาศในสถานที่นั้นๆด้วยครับ 

P ที่สาม คือ Plot - การเดินเรื่อง 
เรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไร พระเอกกับนางเอกจะได้รักกันมั้ย ใครตีกับใคร ใครผ่านอะไรมา ใครจะทำอะไรที่ไหน สิ่งเหล่านี้เป็น Plot ทั้งสิ้นครับ

P ที่สี่ คือ Point - ประเด็นของเรื่อง 
ตอนเด็กๆเรามักจะได้ยินคำว่า "เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...." หลังจากฟังนิทานจบใช่มั้ยครับ นั่นคือ Point ที่คนฟังได้รับจากเรื่องเล่า มันอาจจะมีสาระมากๆ เหมือนเรียนคณิตศาสตร์แล้วเข้าใจพื้นที่ หรือมันอาจจะเป็นความสนุก ความประทับใจ ความสะดวกสบาย ต่างๆเหล่านี้ที่ติดตัวเราออกไป หลังจากเรื่องจบลง 

P สุดท้าย คือ  Perspective - มุมในการเล่าเรื่อง 
เรื่องเดียวกัน ถ้าเล่าจากมุมที่ต่างกัน เรื่องก็อาจจะให้เราเห็นอะไรที่แตกต่างกันก็ได้ครับ มุมในการเล่าเรื่องก็มีผลว่าเราอยากจะให้คนดู คนฟัง มองเห็น หรือเข้าใจมุมมองของใครครับ

-----------------------------------------------------

แล้ว...มันเกี่ยวอะไรกับการเล่าเรื่องแบรนด์ หรือสินค้าของเรา ??

 โดยปกติแล้ว ถ้าเรามีสินค้าอะไรซักอย่างนึง สินค้าของเราจะทำหน้าที่เป็น People ในเรื่องที่เราจะไปเล่าให้คนอื่นฟัง หรือไปเล่าแบรนด์ให้คนอื่นฟัง เรามักจะต้องกำหนด บุคลิกลักษณะ Brand Personality / Archetypes ของสินค้าเราให้ชัดเจน (จำได้ว่าเคยโพสต์ไว้แล้วครับ) ซึ่ง....มันลามไปถึง เวลาเราต้องถ่ายรูป เพื่อ Display สินค้า เราก็ต้องหา Props หาฉาก หาแสง (Place) ให้เข้ากันกับบุคลิกลักษณะของสินค้าที่เราวางไว้ใช่มั้ยครับ เพื่อให้มัน "ส่งเสริมกัน" จากนั้น .....เรื่องราว มุมมองต่างๆ ก็สามารถถูกเล่าผ่านตัวหนังสือได้ต่อไป

ทีนี้กลับมาที่ บ้านและคอนโดครับ แน่นอนว่า โครงการเหล่านั้นก็ต้องการจะขาย Product เหมือนกับสินค้าอื่นๆ เพียงแต่ ... Product ที่เค้ามี มันเป็น P ที่สอง (Place) ไปแล้ว แล้วจะเล่ายังไงให้คน "หลงรัก" กันดี

----------------------------------------------------

"สินค้า" ที่ถูกเล่ามา ให้คนฟังรู้สึกได้ว่า เป็น "ตัวละคร" 

เมื่อ Product มาเป็นสถานที่ การเล่าเรื่องที่ดีมากๆคือ การทำให้สถานที่นั้น เรียก "ตัวละคร" ครับ กลับมาที่บ้านและคอนโด ห้องตัวอย่างเหล่านั้น จะตกแต่งไว้ตาม Characters ของผู้อยู่อาศัย "ที่ควรจะเป็น" เช่น ถ้าเป็นบ้าน วัสดุ Prop ที่เอาเข้ามาใช้ ก็จะเน้นไปที่ความอบอุ่น การอยู่ร่วมกัน ในขณะที่คอนโดก็จะตกแต่งไว้เฉี่ยวๆหน่อย เพื่อให้ "คนที่เข้ามาดู" จินตนาการได้ว่า หากเขาต้องเป็น "ตัวละคร" อยู่ในฉากนี้ เขาจะต้องเป็นใคร ทำอะไร บุคลิกยังไง ต่างๆครับ เป็นการคิดกลับกันจาก Product ปกติ 

ไม่ใช่แค่บ้านและคอนโดครับ ใครที่ทำร้านกาแฟ คาเฟ่ โรงแรม พิพิธภัณฑ์ หรืออะไรก็ตามที่ต้องขายความ "มีชีวิต" ขาย Place as a Product ลองสังเกตดูก็ได้ครับว่า สถานที่เหล่านี้จะดึงดูดผู้คนได้มากเป็นพิเศษ หากคนที่เห็นแล้วนึกออกทันทีว่า เค้าจะต้องแต่งตัวยังไง เอาพร็อพอะไรไปถ่ายรูปด้วย ชุดต้องพลิ้วมั้ย หรือเข้าไปต้องเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิง ต่างๆ เพราะว่า Place เหล่านี้ กำลัง "เล่าเรื่องราว" เพื่อ "รอตัวละคร" ที่จะเข้ามาโลดแล่นนั่นเองครับ 

-------------------------------------------------------

Case Study: Villa Musee & ร.ศ.๑๑๑ คาเฟ่

สองตัวอย่างที่ผมเห็นว่ามีความชัดเจนในการวางเรื่องเล่าไว้แล้ว รอเพียงเหล่าตัวละครเข้าไปลองใช้ชีวิตในนั้นซักวันสองวัน (หรือมากกว่า) คือที่ วิลล่า มูเซ่ (Villa Musee) และ ร.ศ.๑๑๑ คาเฟ่ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ครับ แน่นอนว่าที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (จริงๆ เค้าเป็นโรงแรมที่พักด้วยนะครับ ในพื้นที่เดียวกันแต่แยกโซนกันอย่างดี) ความดีงามของที่นี่คือ การซ้อนชั้นเข้าไป ด้วยการนำเอาตึกเก่าอาคารเก่าที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ คือ มี Story เดิมอยู่แล้ว ยกย้ายมาไว้ที่นี่ โดยยังคงรูปแบบของอาคารเดิม ความขลัง ความมีเรื่องเล่าเดิมไว้ แล้วซ้อนชั้นเข้าไปด้วยการสร้างตัวละครสมมติขึ้นมาอีกชั้นนึงครับ ซึ่งทำให้ข้าวของ Prop ต่างๆ ถูกวางไว้เหมือนกับตัวละครคนนั้น ยังมีชีวิต และ "ใช้ชีวิต" อยู่ แล้วคุณเองก็เข้าไป Share ยุคสมัยกับตัวละคร (เหล่า) นั้นครับ 

บรรยากาศต่างๆของสถานที่ ร้อยเรียงเล่าเรื่องของมันเข้าหากันอย่างสมดุลครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่คนดูเห็นสิ่งเหล่านี้ แล้วมีภาพขึ้นมาในหัวทันทีว่า "ต้องใส่ชุดอะไรไปถ่าย ถึงจะเข้ากัน" หรือ "ต้องยืนถ่ายรูปตรงไหน นั่งตรงไหนถึงจะว้าว" นั่นแหละครับ สถานที่เค้าได้เรียกร้องให้คุณเป็นตัวละครให้เค้าแล้ว  








นอกจาก Scale ใหญ่แบบนี้จะทำได้แล้ว ร้านกาแฟเล็กๆก็ทำได้นะครับ (เดี๋ยวหาว่าไม่ยกตัวอย่างร้านกาแฟบ้าง) ในนี้มี ร.ศ.๑๑๑ ครับ เป็นคาเฟ่ที่ขาย Place เช่นกัน แต่เค้าก็ไม่ได้ขาย Place อย่างเดียว เพราะว่าการเล่าเรื่องก็ลามไปหาเมนูต่างๆในร้านด้วยนะครับ เล่าก่อนว่า ร.ศ.๑๑๑ เป็นฉากแบบจีนโบราณครับ แน่นอนว่า องค์ประกอบทุกอย่างจะเล่าเรื่องไปหาความเป็นจีนโบราณ เหลือก็แต่ ตัวละครที่จะมานี่แหละครับ หลักการเดียวกันเลย ชื่อเมนูที่มีก็เป็นจีนไปด้วยครับ เล่าเรื่องเดียวกันให้ชัด ไปให้สุด พอเรื่องที่เราเล่าผ่าน Place มันไปด้วยกันแล้ว ....ที่เหลือ ก็คือ "ตัวละคร" ที่จะมานี่แหละครับ ก็จะนึกออกปั๊บเลยว่าต้องเป็นตัวละครยังไง เพราะว่าเรื่องราวมันถูกเล่าผ่าน Product ที่เป็น Place ไปแล้วครับ 









เพราะการ "เล่าเรื่อง" อยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ครับ เราหนีออกจากการเล่าเรื่องไม่ได้ ไม่เคยได้ และไม่มีทางได้ การปรับการเล่าเรื่องให้เข้ากับแบรนด์ ก็เป็นอีกวิธีนึงที่จะทำให้แบรนด์ (สินค้า บริการ สถานที่) เป็นสิ่งที่ผู้คนจะ "หลงรัก" ได้ไม่ยากครับ 

ใครที่ทำร้านกาแฟอยู่ หรืออยากทำร้านกาแฟ ลองสำรวจกันก่อนครับว่า Place ที่เรา(จะ)มี พร้อมเล่าเรื่องราวดีๆหรือยัง?? ทำให้ตัวละครที่จะแวะเวียนเข้ามา "เหลือแค่คิด ว่าจะใช้ชีวิตยังไง" สิครับ 

-----------------------------------------------
ขอขอบคุณ Villa Musee (วิลล่า มูเซ่) และ ร.ศ.๑๑๑ คาเฟ่ เอื้อเฟื้อสถานที่ครับ 
ปล. เค้ามีเฟซบุ๊กอยู่ด้วยครับ ถ้าจะไปจองก่อนก็ดีนะครับ ที่นี่ Exclusive จริงๆ อยากจิบอก 

อาจารย์ ดร. ธีร์ธวัช เจนวัชรรักษ์ 
PRACT - Presentation Academy Thailand
089-635-6691
Youtube: Powerpoint100lemgwean
Soundcloud: Powerpoint100lemgwean









Wednesday, May 20, 2020

ทำ Slide ยังไง? ให้ "เรียนออนไลน์" แล้วไม่บั่นทอน




ทำ Slide ยังไง? ให้ "เรียนออนไลน์" แล้วไม่บั่นทอน


เอาล่ะ... เรื่องร้อนตอนนี้ก็คงมีไม่กี่เรื่องครับ หนึ่งในนั้นคือเรื่อง "การเรียนออนไลน์" ที่ดูจะเป็นประเด็นอยู่ไม่มากก็น้อย ทั้งในเรื่องความพร้อม อุปกรณ์ สัญญาณการเชื่อมต่อ และ "ความบั่นทอน" สุขภาพจิตผู้เรียน (และผู้ปกครอง) แน่นอนว่าเมื่อผู้เรียนไม่ได้อยู่ในชั้นเรียนปกติ และต้องนั่งมองหน้าจออุปกรณ์อยู่อย่างนั้น ความบั่นทอนก็เกิดขึ้นได้อยู่แล้วเป็นธรรมดาครับ ยิ่งคุณครูเปิด Slide ที่อุดมไปด้วยเนื้อหาอย่างกับยกสารานุกรมมาถมลงในแอพพลิเคชั่น คนเรียนก็ยิ่ง "บั่นทอน" กันเข้าไปใหญ่ 

ออกตัวก่อนว่า ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กปฐมวัยนะครับ แต่สิ่งที่อยากให้คุณครู หรือผู้สอน ลองเอาไปปรับใช้ดู น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน (หรือแม้กระทั้งการนำเสนอ) ออนไลน์ได้บ้าง ตามหลักจิตวิทยาการรับรู้ของมนุษย์ครับ เพื่อประโยชน์กับเด็กๆ และการเรียนออนไลน์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มรูปแบบได้ในอนาคต มาดูกัน ว่าเราทำอะไรได้บ้างครับผม 

1. คิดก่อนว่า Slide หน้านี้ต้องให้เห็นอะไร

อย่าเพิ่งถมทุกสิ่งอันลงไปใน Slide นะครับ เพราะถ้าเราถมไปหมดแบบนั้น นอกจากมันจะไม่ชวนเรียนแล้ว ยังเป็นการทำให้ผู้เรียนไม่ได้มีโอกาส "ฟัง" สิ่งที่ครูพูดด้วยครับ เพราะผู้เรียนจะนั่งอ่านสิ่งที่มันเป็นตัวอักษรทั้งหมดตรงนั้น และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวินาทีต่อไปคือ "ความเบื่อหน่าย" ไม่อยากเรียน เพราะไม่อยากอ่านครับ เรามักจะชอบ "ฟัง" มากกว่า "อ่าน" เพราะอ่านใช้สมองเยอะกว่า ใช้สายตาในการประมวลผล ดังนั้น ลองคิดซักนิดก่อนครับว่า ในหน้านั้น อะไรคือ Key สำคัญที่ต้องเห็น และต้องเน้น ส่วนที่เหลือ เป็นครูมาเล่าให้ฟังเสริมไป น่าจะช่วยได้กว่าครับ 

2. บอกลา Background ลายดอกไม้ไปก่อน

อ่ะ.... อย่าเพิ่งครับ เพราะว่า Background ที่คุณครูเลือกมา โอเค ครูอาจจะบอกว่า มันก็สวยดี แต่.... มันอาจจะเป็นตัวการทำให้ Slide ของคุณครูดูรกหูรกตาไปกว่าปกติครับ อย่าลืมว่าในวันนี้ เด็กๆไม่ได้มีโอกาสมองสิ่งอื่นนอกจากจอเล็กๆตรงหน้าครับ ดังนั้น การทำ Slide ให้คลีนก่อนในเบื้องต้น จะช่วยได้มากให้การเรียนการสอนไม่ถูกรบกวนโดยดอกลาเวนเดอร์ ที่ครูเลือกมาครับ 

3. ค่อยๆ Click ค่อยๆขึ้น 

การเรียนออนไลน์ยังไงก็ไม่เหมือนในห้องครับ สติ สมาธิ ของคนดูคนเรียนหลุดได้ง่ายกว่ามาก เพราะมันมีแค่หน้าจอเล็กๆเท่านั้นครับ ดังนั้น คุณครูอาจจะต้องทำตัวเป็น "คนเล่าเรื่อง" เล่าถึงตรงไหน ค่อยคลิกให้นักเรียนได้เห็นสิ่งนั้น ก็จะทำให้เกิดความน่าติดตามมากกว่าการเทกระจาดลงไปให้เห็นทั้งหมด นึกภาพเวลาเราดูหนังครับ เราคงไม่อยากให้ใครมา Spoil ว่ามันจะมีอะไรบ้างถูกต้องมั้ยครับ งาน Slide ก็เช่นกัน ครูอาจจะต้องวางหมากเพิ่มนิดหน่อยในส่วนนี้ครับ 

4. รูปภาพถ่ายสื่อสารได้ดีกว่า 

ถ้าจะใช้รูปภาพเพื่อทำให้เห็นตัวอย่าง หรือเกิดอารมณ์ความรู้สึก แนะนำให้ใช้ภาพจริง (ภาพถ่าย) ครับ และพยายามอย่าใช้ลักษณะภาพที่หลากหลายเกินไป เช่น การ์ตูนบ้าง ภาพถ่ายบ้าง ขาวดำบ้าง สีบ้าง ภาพวาดบ้าง ควรเลือกและใช้ให้ไปในทางเดียวกันเลยครับผม ก็จะช่วยให้งาน Slide น่าติดตามขึ้นได้ครับ และไม่สะเปะสะปะด้วยครับ 

5. เปลี่ยนฟ้อนท์ให้แปลกตาขึ้นบ้าง

คุณครูอาจจะต้องเลิกใช้ฟ้อนท์ อังสนา หรือ สารบรรณ ไปก่อนครับ เพราะฟ้อนท์เหล่านั้น เด็กๆเจอบ่อยแล้วตามหน้าหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่างๆ ครั้นมาเจอกันใน Slide อีก ก็อาจจะน่าเบื่อกันเข้าไปใหญ่ได้ครับ ลองปรับฟ้อนท์มาเป็นแบบไม่มีหัวดูบ้าง ก็อาจจะช่วยให้เด็กๆมีความสนใจ และอยากรู้ อยากติดตามเพิ่มขึ้นได้บ้างครับผม 

ทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นพื้นฐานง่ายๆที่คุณครูสามารถทำได้ครับ จริงอยู่ ว่าคุณครูแต่ละท่านอาจจะไม่ได้ถนัดมากสำหรับการเรียนออนไลน์ที่เข้ามามีผลในช่วงนี้ครับ แต่ยังไงก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้้ ก็ถือได้ว่าเป็นการ "เริ่ม" ปรับตัวอีกระดับหนึ่งครับ ผิดถูกไม่เป็นไรครับ ลองทำดูก่อน แล้วลองดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับการเรียนการสอนนั้น เป็นยังไงบ้าง และแน่นอนว่า Slide อย่างเดียว อาจจะช่วยได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ อีกส่วนหนึ่งจะมาจากการพูด การสอน การนำเสนอของคุณครูเอง คุณครูอาจจะต้องใช้พลังมากกว่าปกติในการสื่อสาร หรือสอนในระบบทางไกล และออนไลน์แบบนี้ครับ มันจะเหนื่อยกว่าปกติไม่ต้องตกใจครับ เพราะอย่างที่บอกไปว่า เราทำได้เพียง Interact กับหน้าจอเท่านั้น เด็กๆก็เช่นกัน การที่จะให้เด็กๆรับพลังจากเราไปได้ เราต้อง "เล่นใหญ่" กว่าปกตินิดนึงครับผม 

สู้ๆนะครับ :) เราจะผ่านมันไปด้วยกันครับ 

--------------------------------------------
รายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติม
PRACT - Presentation Academy Thailand

Youtube: powerpoint100lemgwean
Soundcloud: powerpoint100lemgwean

preentationacademythailand@gmail.com

Sunday, May 3, 2020

ไม่ได้ถือแค่หัวใจ!! อยากให้น้อง Care ถืออะไร เลือกมาได้เลย!!


นาทีนี้ หลายคนคงมีโอกาสใช้ Facebook Reaction ตัวใหม่ล่าสุด ชื่อน้องแคร์ (Care) กันไปบ้างแล้วนะครับ เห็นว่า ทาง FB ก็ทำขึ้นมา เพื่อเป็นไอคอนตัวแทนความห่วงใย เอาใจใส่ ส่งไปถึงกัน ตัวไอคอนก็เป็นหัว Smiley สีเหลือง กอดหัวใจสีแดงไว้ 1 ดวงครับ ก็ดูน่ารักดี จนหลายคนอยากจะหยิบไปประกอบงานพรีเซนท์เทชั่นเสียเหลือเกิน 


ล่าสุด มี Web Developer ชาวไทย TheChun ก็เห็นช่องทางความอยากได้อยากมีครับ เลยทำหน้าเว็บไซท์ที่ทำให้พวกเราสามารถหาของให้น้องถือได้แบบไม่กี่คลิกเท่านั้นเอง ลองคลิกเข้าไปที่ลิงค์ด้านล่างนะครับ วิธีการไม่ยากเย็น ทำตามนี้ดูรับรองได้ผลทุกรายครับ 




ขั้นตอนที่1 หาของให้น้องถือ
ก็.... อยากให้น้องถืออะไร ก็ Upload File ลงไปได้เลยครับ ไฟล์ที่รองรับก็จะเป็น .jpg .png ก็ได้ครับผม เลือกได้เลย แนะนำเป็นภาพกราฟิกจะเข้ากับน้องมากๆครับ 

ขั้นตอนที่ 2 หมุนให้เหมาะมือน้อง
เอาไฟล์เข้าไปแล้ว เราก็สามารถที่จะหมุนของนั้นได้ครับ อยากให้หมุนทางไหนก็ปรับดูครับ

ขั้นตอนที่ 3 ปรับขนาดให้เข้ากับน้อง
ส่วนนี้ ก็ลองเลื่อนเพื่อปรับขนาดเล็กใหญ่ดูครับ ให้ของอยู่ในมือน้องได้สวยๆ 

ขั้นตอนที่ 4 เลื่อนซ้ายขวา และ ขั้นตอนที่ 5 เลื่อนบนล่าง 
ซึ่งขั้นตอนที่ 4, 5 นี้ จะแสดงผลให้เห็นๆเลยครับ ไม่ต้องกังวลไปว่าจะไม่อยู่ในมือน้อง 

จากนั้น ก็ Download Your Image คลิกได้เลยครับ ไฟล์ที่ได้มาจะเป็น .png นะครับ ซึ่งก็เอาไปใช้ในพรีเซนท์เทชั่น ได้เหมือนกันครับผม :)

ปล. ทางผู้ทำเค้าฝากบอกมาว่า เค้าเก็บข้อมูลด้วยนะครับว่าใครให้อะไรน้องถือบ้าง ดังนั้นอย่าใช้รูปที่มีความ Sensitive เลยนะครับ 

ถ้าอยากทำแล้ว ไปได้เลยที่ลิงค์นี้ครับผม

ลองทำแล้วเอามาอวดหน่อยนะครับ อิอิ
--------------------------------------------------------------
presentationacademythailand@gmail.com 
Youtube: powerpoint100lemgwean
Soundcloud: powerpoint100lemgwean